การขับถ่ายของคน
คนมีไตเป็นอวัยวะขับถ่าย ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังบริเวณเอว ยาวประมาณ 10 - 13 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ไตแต่ละข้างหนักประมาณ 150 กรัม ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไต (ureter) ทำหน้าที่ ลำเลียงปัสสาวะไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) ก่อนที่จะขับถ่ายออกนอกร่างกายทางท่อปัสสาวะ (urethra)

A
B
ภาพที่ 14 แสดงโครงสร้างและตำแหน่งของระบบขับถ่ายของคน
ที่มาของภาพ A : http://slideplayer.com.br/3471158/11/images/5/Sistema+Urin%C3%A1rio+Feminino+e+Masculino.jpg
ที่มาของภาพ B : http://slideplayer.com.br/3131368/11/images/7/Sistema+Urin%C3%A1rio+Rim.jpg

3.1 โครงสร้างภายในของไต
ถ้าผ่าตามยาวไตจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ คือ
3.1.1 รีนัลแคปซูล (Renal capsule) เป็นส่วนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ด้านนอกสุดหุ้มรอบไต
3.1.2 เนื้อไต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1) เนื้อไตชั้นนอก หรือรีนัลคอร์เทกซ์ (Renal Cortex)
มีสีแดง ลักษณะเป็นจุด ๆ แต่ละจุดเมื่อขยายดูเป็นกลุ่มของเส้นเลือดฝอยที่เรียกว่า โกลเมอรูลัส(Glomerulus) และถุงโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's Capsule) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่ของท่อหน่วยไตส่วนต้น (Proximal tubule) และท่อหน่วยไตส่วนปลาย (Distal tubule) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน่วยไต (Nephron)
2) เนื้อไตชั้นใน หรือรีนัลเมดัลลา (Renal medulla)
เป็นชั้นที่มีสีจางกว่าเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเป็นเส้น ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ มีรูปร่างลักษณะเป็นภาพสามเหลี่ยมคล้ายพีระมิด เรียกว่า รีนัลพีระมิด (Renal pyramid) ปลายยอดของพีระมิดเป็นยอดแหลมซึ่งเกิดจากท่อรวม (Collecting tubule) มารวมกันเรียกว่าพาพิลลา (Papilla) จะยื่นและเปิดเข้าไปในไมเนอร์แคลิกซ์ (Minor calyx) ซึ่งเป็นที่รองรับน้ำปัสสาวะจากพาพิลลา หลาย ๆ ไมเนอร์แคลิกซ์ รวมเป็นเมเจอร์แคลิกซ์ (Major calyx) และนำน้ำปัสสาวะส่งเข้าสู่บริเวณที่มีลักษณะเป็นกรวย เรียกว่า กรวยไต (Renal pelvis)
กรวยไต (Renal pelvis)
ทำหน้าที่รองรับน้ำปัสสาวะที่มาจากแคลิกซ์ และส่งต่อไปสู่ท่อไต (Ureter) นำเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและนำน้ำปัสสาวะออกทางท่อปัสสวะ

ภาพที่ 15 แสดงโครงสร้างภายในของไตเมื่อผ่าออกตามยาว
ที่มาของภาพ : https://i.pinimg.com/originals/58/df/d9/58dfd9c3ea5ea507f59aef4fe11795ad.jpg

ทั้งชั้นคอร์เทกซ์และเมดัลลา ประกอบด้วยหน่วยย่อยของไตที่ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ เรียกว่า หน่วยไต (nephron) นอกจากนี้ยังพบหลอดเลือด ท่อน้ำเหลืองและเส้นประสาทในชั้นเนื้อไตด้วย

ภาพที่ 16 แสดงหลอดเลือดที่มาเลี้ยงไต
ที่มาของภาพ : https://www.ijser.org/paper/A-Mathematical-Model-on-the-two-phase-renal-
diastolic-blood-flow-in-arterioles-with-special-reference-to-Diabetes/Image_001.gif

ไตแต่ละข้างจะประกอบด้วยหน่วยไต หรือเนฟรอน (Nephron) ประมาณ 1 ล้านหน่วย เป็นหน่วยย่อยที่ทำหน้าที่สร้างน้ำปัสสาวะ (Functional unit) ของไต
ส่วนประกอบของหน่วยไต (Nephron) แต่ละอัน ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. รีนัลคอร์พัสเคิล (Renal corpuscle) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่งประกอบด้วย
1.1 โกลเมอรูลัส (Glomerulus) : เป็นกลุ่มหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ขดรวมกันบรรจุอยู่ในโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) ทำหน้าที่กรองน้ำและสารบางชนิดออกจากพลาสมาให้เข้ามาในท่อหน่วยไต
1.2 โบว์แมนส์แคบซูล : เป็นส่วนต้นของท่อหน่วยไตส่วนต้นที่ปลายข้างหนึ่งโปร่งออก มาเป็นกระเปาะภาพทรงกลม แต่มีรอยบุ๋มเข้าไปข้างใน คล้ายถ้วย เป็นถุงหุ้มโกลเมอรูลัส และของเหลวที่กรองได้จะผ่านเข้ามายังบริเวณนี้
2. ส่วนท่อของหน่วยไต (Renal tubule) เป็นท่อกลวงมีผนังประกอบด้วยเซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cell) บางชั้นเดียวบุท่อหน่วยไต ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของของเหลวที่กรองได้ให้เป็นน้ำปัสสาวะ ท่อของหน่วยไต ประกอบด้วยท่อส่วนต่าง ๆ ดังนี้
2.1 ท่อส่วนต้น (Proximal tubule) อยู่ต่อ โบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule) เป็นท่อขดไปมาชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เป็นบริเวณที่มีการดูดสารกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด
2.2 ท่อหน่วยไตภาพตัวยู หรือห่วงเฮนเล (U-shape / Henle’s loop) หลอดโค้งภาพตัวยู ยื่นเข้าไปในชั้นเมดัลลา (Medulla) ประกอบด้วย
- ท่อขาลง (Discending limb)
- ท่อขาขึ้น (Ascending limb) แยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ท่อส่วนบางและท่อส่วนหนา (Thin and thick ascending limb) ตามลำดับ
2.3 ท่อขดส่วนปลาย (Distal tubule) ต่อจาก Henle’s loop เป็นท่อขดไปมาในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) ท่อส่วนนี้จะมาเปิดรวมกับท่อรวม (Cellecting tubule)
2.4 ท่อรวม (Collecting tubule) เป็นบริเวณที่ท่อขดส่วนปลายของหน่วยไตอื่น ๆ มาเปิดรวมกันเพื่อนำน้ำปัสสาวะส่งต่อไปยังกรวยไต (Pelvis) ท่อไต (Ureter) กระเพาะปัสสาวะ (Urenary bladder) และท่อปัสสาว (Urethra) ตามลำดับ


ภาพที่ 17 แสดงโครงสร้างของหน่วยไต
ที่มาของภาพ : https://amedia.britannica.com/700x450/23/99423-004-BB1F574D.jpg

หน่วยไตจะทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ (Urine formation) ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration / Ultrafiltration)
2. การดูดสารกลับที่ท่อหน่วยไต (Tubular reabsorption)
3. การหลั่งสารโดยท่อหน่วยไต (Tubular Secretion)

ภาพที่ 18 แสดงกระบวนการสร้างน้ำปัสสาวะของหน่วยไต
ที่มาของภาพ : http://www.onlinebiologynotes.com/wp-content/uploads/2017/05/ultrafiltration.jpg

1) การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration / Ultrafiltration)
เป็นกระบวนการแรกที่สร้างน้ำปัสสาวะ ในแต่ละนาทีจะมีเลือดเข้าสู่ไตจำนวน 1200 ml เลือดจำนวนนี้ถูกกรองผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยที่โกลเมอรูลัส ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเยื่อกรอง ของเหลวที่ผ่านจากการกรอง เรียกว่า Glomerular Filtrate หรือ Ultrafiltrate ได้แก่ น้ำ ยูเรีย กลูโคส โซเดียมคลอไรด์ เกลือแร่ต่าง ๆ จะเข้าสู่โบว์แมนส์แคปซูล 125 ml เลือดส่วนที่เหลือจะไหลไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของท่อหน่วยไต และเปลี่ยนเป็นเลือดดำแล้วออกจากไตไปทางหลอดเลือดรีนัลเวน
การกรองจะอาศัยแรงดันของของเหลวในเส้นเลือดฝอยโกลเมอรูลัส แรงซึ่งต้านการกรองซึ่งเป็นแรงดันของของเหลวที่อยู่ในโบว์แมนแคปซูล และแรงดันออสโมติกของสารละลายโปรตีนในพลาสมา
เยื่อกรองจะยอมให้น้ำและสารโมเลกุลขนาดเล็กกว่ารู เช่น ยูเรีย โซเดียม กลูโคส ผ่านออกมาได้สะดวก แต่จะไม่ยอมให้สารขนาดใหญ่ผ่าน เช่น เซลล์เม็ดเลือด โปรตีน ไขมัน ในคนปกติพบว่าพลาสมาจะถูกกรองประมาณวันละ 180 ลิตร แต่มีปัสสาวะออกมาเพียง 1.5 – 2 ลิตร ซึ่งเป็นของเสียส่วนน้อยเพียง 1% ที่ถูกขับออกมาและของเหลวที่มีประโยชน์ส่วนมากอีก 99% จะถูกดูดกลับหมด

ภาพที่ 19 แสดงแรงดันที่ทำให้เกิดการกรองของพลาสมาผ่านผนังหลอดเลือดโกลเมอรูลัสและโบว์แมนแคบซูล
ที่มาของภาพ : http://images.slideplayer.com/23/6921128/slides/slide_3.jpg

2) การดูดสารกลับที่ท่อหน่วยไต (Tubular reabsorption)
เซลล์เยื่อบุผิวที่ท่อหน่วยไตมีบทบาทในการดูดสารกลับเนื่องจากมีไมโครวิลไลช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึมและมีไมโทคอนเดรียเพื่อให้พลังงานในการดูดกลับแบบที่ใช้พลังงาน นอกจากนี้ยังมีการดูดกลับแบบไม่ใช้พลังงาน ท่อหน่วยไตแต่ละส่วนมีการดูดสารกลับดังนี้
2.1 ท่อขดส่วนต้น (Proximal tubule) จะเกิดมากสุดประมาณ 80% มีการดูดกลับแบบใช้พลังงาน (Active transport) ได้แก่ กลูโคส โปรตีนโมเลกุลเล็ก กรดอะมิโน วิตามิน Na+ K+ และการดูดกลับแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive transport) ได้แก่ ยูเรีย น้ำ Cl- HCO-3
2.2 ห่วงเฮนเล (Henle’s loop)
- ท่อขาลง (Discending) : เกิดการเคลื่อนที่ของน้ำออกจากห่วงเฮนเลโดยกระบวนการออสโมซิส
- ท่อขาขึ้น (Ascending) : มีการดูด NaCl กลับทั้งแบบไม่ใช้พลังงานและแบบใช้พลังงาน ส่วนน้ำจะเคลื่อนออกจากท่อขาขึ้นไม่ได้ เนื่องจากผนังส่วนนี้มีคุณสมบัติไม่ยอมให้น้ำผ่าน (Impermeable)
2.3 ท่อหน่วยไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) มีการดูดน้ำกลับแบบไม่ใช้พลังงาน ส่วนการดูดกลับของ NaCl และ HCO-3 กลับแบบใช้พลังงาน โดยการดูดกลับของน้ำและ Na+ อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมน ADH (Antidiuretic hormone) และ Aldosterone ตามลำดับ
2.4 ท่อรวม (Collecting tubule) มีการดูดน้ำกลับแบบไม่ใช้พลังงานดูดกลับของ Na+ แบบใช้พลังงาน และยอมให้ยูเรียแพร่ออก โดยการดูดกลับอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมน ADH (Antidiuretic hormone)


ภาพที่ 20 แสดงการดูดกลับของสารที่บริเวณท่อหน่วยไตส่วนต่าง ๆ
ที่มาของภาพ : https://i.pinimg.com/originals/11/8c/6d/118c6dfe6e4e168815a86e177c339b1d.jpg

3) การหลั่งสารโดยท่อหน่วยไต (Tubular Secretion)
เป็นการขนส่งสารจากเลือดเข้าไปยังท่อหน่วยไต โดยการขับสารบางตัวออกจากเลือด ที่ท่อขดส่วนต้น (Proximal tubule) มีการหลั่งสารหลายชนิด เช่น หลั่ง H+ K+ NH+3 และที่บริเวณท่อหน่วยไตส่วนท้าย (Distal convoluted tubule) มีการหลั่ง H+ K+ ยาและสารพิษบางชนิด

ภาพที่ 21 แสดงกระบวนการสร้างน้ำปัสสาวะของท่อหน่วยไต
ที่มาของภาพ : https://i.pinimg.com/originals/08/57/cd/0857cdb6afb1c3e9d4a195dc7c330187.jpg

ตารางเปรียบเทียบสารในเลือด ของเหลวที่กรองผ่านโกลเมอรูลัสและน้ำปัสสาวะ

สาร

น้ำเลือด (g/100cm3)

ของเหลวที่กรองผ่านโกลเมอรูลัส
(g/100 cm3)

น้ำปัสสาวะ
(g/100 cm3)

น้ำ

92

90 – 93

95

โปรตีน

6.8-8.4

10 – 20

0

ยูเรีย

0.0008 - 0.25

0.03

2

กรดยูริก

0.003 - 0.007

0.003

0.05

แอมโมเนีย

0.0001

0.0001

0.05

กลูโคส

0.07 - 0.11

0.1

0

โซเดียม

0.31 - 0.33

0.32

0.6

คลอไรด์

0.35 - 0.45

0.37

0.6

ซัลเฟต

0.002

0.003

0.15



 
Go to the top