ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Lymphatic system)
ในร่างกายของเราได้รับสิ่งแปลกปลอมมากมาย มีทั้งเชื้อโรคได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส พยาธิต่าง ๆ สารเคมีที่เจือปนอยู่ในอากาศที่จะเข้าสู่ร่างกายทาง ผิวหนัง ทางระบบหายใจ ทางระบบย่อยอาหาร หรือทางระบบหมุนเวียนเลือดโดยปกติร่างกายจะมีการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยระบบภูมิคุ้มกัน (immunity) สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่ายเพราะร่างกายมีกลไกต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ซึ่งแบ่งได้เป็นแบบไม่จำเพาะ (nonspecific defense) และแบบจำเพาะ (specific defense)
1. กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ มีหลายด้านด้วยกัน
ผิวหนังมีเคราตินซึ่งเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำเป็นองค์ประกอบอัดแน่นภายในเซลล์และเรียงตัวกันหลายชั้น ช่วยป้องกันการเข้าออกของสิ่งต่าง ๆ ได้ ผิวหนังบางบริเวณยังมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันหลั่งสารบางชนิด เช่น กรดไขมัน กรดแลกติก ท้าให้ผิวหนังมีสภาพเป็นกรด ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด นอกจากนี้ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ซึ่งติดต่อกับภายนอกยังมีเยื่อบุที่ทำหน้าที่ควบคุมการเข้าออกของสาร มีการสร้างเมือกและมีซีเลียคอยดักจับ สิ่งแปลกปลอมและพัดออกนอกร่างกาย และพบว่าในน้ำตาและน้ำลายมีไลโซไซม์ที่ช่วยทำลายเชื้อโรค บางชนิดได้ ในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดและมีเอนไซม์ช่วยย่อยและทำลายจุลินทรีย์บางชนิดได้
การอักเสบเป็นกระบวนการต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อยับยั้งและดึงดูดองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบภูมิคุ้มกันมายังบริเวณนั้น เช่น การอักเสบของบาดแผลที่ติดเชื้อ จะมีอาการบวมแดง ร้อนปรากฏให้เห็น
2. กลไกการต่อต้านหรือท้าลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ได้แก่ เซลล์บีและเซลล์ที
1) การทำงานของเซลล์บี
เมื่อมีแอนติเจนถูกทำลายด้วยวิธีฟาโกไซโทซิสชิ้นส่วนที่ถูกทำลายจะไปกระตุ้นให้เซลล์บีเพิ่มจ้านวน เซลล์บีบางเซลล์จะขยายขนาดและเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีจ้าเพาะต่อแอนติเจน เรียกว่า เซลล์พลาสมา (plasma cell) เซลล์ที่ได้จากการที่เซลล์บีแบ่งตัวบางเซลล์จำทำหน้าที่เป็นเซลล์ เมมเมอรี (memory cell) คือจดจำแอนติเจนนั้น ๆ ไว้ ถ้ามีแอนติเจนนี้เข้าสู่ร่างกายอีก เซลล์เมมเมอรีก็จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และเจริญเป็นเซลล์พลาสมา สร้างแอนติบอดีออกมาทำลายแอนติเจน
2) การทำงานของเซลล์ที
เซลล์ทีรับรู้แอนติเจนแต่ละชนิด เช่น เซลล์ทีบางตัวจะรับรู้แอนติเจนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ เซลล์ทีบางตัวจะรับรู้แอนติเจนที่เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เซลล์ทีตัวแรกที่ตรวจจับแอนติเจน เรียกว่า เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T cell) จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดีมาต่อต้านแอนติเจน หรือกระตุ้นการทำงานของเซลล์ทีอื่น เช่น เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม (cytotoxic T cell) หรือเซลล์ที่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เซลล์จากอวัยวะ ที่ร่างกายได้รับการปลูกถ่าย เซลล์ทีบางเซลล์ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเรียกว่า เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกัน (suspressor T cell) โดยสร้างสารไปกดการทำงานของเซลล์บีหรือเซลล์ทีอื่น ๆ

ภาพที่ 21 แสดงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ที่มาของภาพ : http://www.medical-labs.net/wp-content/uploads/2014/03/Inactivating-antigens-by-antibodies-binding.jpg



ภาพที่ 22 แผนภาพแสดงกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ที่มาของภาพ: http://4.bp.blogspot.com/-lQjdEUcBxng/UfAvdkiWGkI/AAAAAAAAAcE/q2WuIYQ09vA/s1600/1100361_015.jpg


การสร้างภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
สร้างขึ้นได้ 2 วิธีดังนี้
1. ภูมิคุ้มกันก่อเองหรือการก่อภูมิคุ้มกันด้วยตนเอง (Active Immunization)
เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกายอาจเป็นเชื้อโรคที่อ่อนกำลังแล้ว ไม่ทำอันตราย นำมาฉีด กิน หรือทาที่ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน หรือสร้างแอนติบอดี ที่ทำปฏิกิริยาเฉพาะกับแอนติเจนนั้น เชื้อโรคที่อ่อนกำลังแล้วนำมากระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นๆ เรียกว่า วัคซีน (vaccine) ชนิดของวัคซีนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. Killed vaccine หมายถึง วัคซีนที่ทำจากเชื้อโรคที่ถูกฆ่าตายแล้ว หรือทำจากองค์ประกอบของไขมัน เช่น สารพิษ สารพิษก็ต้องทำลายให้หมดพิษเสียก่อนโดยความร้อน หรือ โดยสารเคมี ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดโรคกับร่างกาย แต่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีได้ วัคซีนนี้ใช้กันมากเพราะเตรียมง่าย ราคาไม่แพงมีหลายชนิด มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่
- วัคซีนที่ทำจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียถูกทำให้ตายแล้ว เช่น วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคไอกรนไข้ไทฟอยท์ อหิวาตกโรค ที่ใช้ในสัตว์ เช่น โรคแอนแทรก
- วัคซีนที่ทำจากไวรัส เช่น วัคซีนสำหรับป้องกันโรคโปลิโอ (ชนิดฉีด) โรคกลัวน้ำโรคไข้หวัดใหญ่
- วัคซีนประเภททอกซอยด์ ( toxoid ) ทอกซอยด์ หมายถึง สารพิษของเชื้อแบคทีเรียที่ท้าให้หมด พิษแล้วโดยใช้ความร้อนหรือสารเคมี สามารถนำไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก วัคซีนผลิตจากองค์ประกอบอื่น เช่น เกราะหุ้มตัวแบคทีเรีย (capsule) จะช่วยป้องกันโรคได้เหมือนกัน เช่น โรคปอดบวมบางชนิด โรคไขสันหลังอักเสบบางชนิด
2. Lived vaccine หมายถึง วัคซีนที่ทำมาจากเชื้อโรคที่ท้าให้อ่อนฤทธิ์ลง ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวอยู่ในขอบเขตจำกัดเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ไม่ทำให้เกิดโรครุนแรง แต่มีความสามารถในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนวัณโรค (BCG vaccine) โรคไทฟอยด์ โรคโปลิโอ (ชนิดกิน) โรคฝีดาษ โรคไข้เหลือง โรคคางทูม เป็นต้น
ข้อควรค้านึงถึงในการให้และรับวัคซีน
1) วัคซีนจะให้ประสิทธิภาพที่ดี ถ้าการให้โดยวิธีธรรมชาติที่สุด เช่น วัคซีนที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ควรเป็นวัคซีนเดียวกัน
2) ต้องรับวัคซีนให้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพราะวัคซีนส่วนใหญ่จะให้ผลเต็มที่เมื่อได้รับการกระตุ้นหลายครั้ง
3) เด็กแรกเกิด จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนไม่เต็มที่เพราะความต้านทานที่รับจากมารดาจะเป็นตัวทำให้วัคซีนทำหน้าที่กระตุ้นได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นต้องรอให้ความต้านทานจากมารดาลดลงเสียก่อน ซึ่งอยู่ในช่วง 4 - 6 เดือน
4) ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อเชื้อควรได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีน เช่น หัดเยอรมันในสตรีที่อยู่ในระยะมีบุตร บุคคลที่อยู่ในบริเวณโรคนั้นๆระบาด
5) สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรได้รับวัคซีนประเภท Live vaccine เพราะเป็นอันตรายแก่เด็กได้
6) ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือใช้ยาบางประเภทไม่ควรใช้ Live vaccine ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
2. ภูมิคุ้มกันที่รับมา (Passive Immunization)
เป็นการให้แอนติบอดีแก่ร่างกายโดยตรง โดยแอนติบอดีนี้ได้จากสัตว์อื่นๆ ใช้ส้าหรับรักษา โรคบางชนิด ที่แสดงอาการรุนแรงเฉียบพลัน โดยการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังแล้วเข้าไปในสัตว์พวกม้า หรือกระต่ายเพื่อให้ร่างกายของสัตว์ดังกล่าวสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคนั้นๆ แล้วน้ำเลือดของม้าหรือกระต่ายเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส ๆ เรียกว่า ซีรัม (serum) ซึ่งในซีรัมมีแอนติบอดีอยู่มาฉีดให้กับผู้ป่วยเป็นการทำให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรง สามารถป้องกันโรคได้ทันท่วงที เช่น ซีรัมสำหรับคอตีบ ซีรัมแก้งูพิษ ซีรัมโรคกลัวน้้า ภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูกโดยผ่านทางรก หรืออาจได้รับโดยการกินนม
ข้อเสียของภูมิคุ้มกันรับมา
แอนติบอดีอยู่ได้ไม่นาน ผู้ป่วยอาจแพ้ซีรัมจากสัตว์ได้ หรืออาจติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีในน้ำเหลืองของผู้ให้ เช่น ไวรัสตับอักเสบและโรคเอดส์
ข้อดีของภูมิคุ้มกันรับมา
สามารถให้ภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็ว สามารถป้องกันได้แม้ได้รับหลังจากที่ได้สัมผัสกับเชื้อโรคนั้นแล้ว

 
Go to the top