หมู่เลือด (Blood group) และการให้เลือด (Blood transfusion)
หมู่เลือด (Blood group)
- ระบบหมู่เลือด ABO จากผลงานการศึกษาของนายแพทย์ ชื่อ คาร์ล แลนสไตเนอร์ (Karl Lansteiner) นักวิทยาศาสตร์ ชาวเวียนนา ซึ่งค้นพบว่าเลือดของคนอาจแตกต่างกันในคุณสมบัติทางเคมีบางอย่างและการจับกลุ่มตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงเกิดขึ้นได้เมื่อเลือดของผู้ให้และผู้รับไม่สามารถเข้ากันได้ เพราะคนที่มีเลือดต่างกันนั้นมีสารพวกโปรตีนภายในพลาสมา ที่เรียกว่า แอนติบอดี (antibody) ที่หมุนเวียนไปทั่วร่างกาย แตกต่างกันและมีสารเคมีที่เรียกว่า แอนติเจน (antigen) อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงแตกต่างกัน ไปด้วย แลนสไตเนอร์ ได้แบ่งชนิดเลือดของคนออกเป็น 4 หมู่ ตามระบบการจำแนกแบบ ABO ตามสมบัติ ของแอนติบอดี และแอนติเจนในเลือดของแต่ละคน คือ หมู่ A B AB และ O
- ระบบหมู่เลือด Rh องค์ประกอบ Rh ในเลือด (Rh factor) นอกเหนือจากหมู่เลือด ABO ที่กล่าวมาแล้ว จากการศึกษาต่อ ๆ มาพบว่าในเลือดของแต่ละคนยังมีแอนติเจนชนิดอื่นอีกหลายระบบ ระบบที่รู้จักกันดี คือ ระบบหมู่เลือด Rh ซึ่งคำว่า Rh มาจากคำว่า Rhesus monkey ซึ่งเป็นชื่อลิงชนิดหนึ่งที่แอนติเจนนี้ถูก ค้นพบครั้งแรกระบบหมู่เลือด
Rh แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามผลการตรวจสอบ คือ
1) Rh+ คือ เลือดที่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ไม่มีแอนติบอดี (Antibody) Rh ในน้ำเลือด ซึ่งคนไทยประมาณร้อยละ 90 จะเป็น Rh+
2) Rh- คือ เลือดที่ไม่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และน้ำเลือดก็ไม่มี แอนติบอดี Rh แต่สามารถสร้างแอนติบอดี Rh ได้ เมื่อได้รับแอนติเจน Rh (Rh+) ดังนั้นในการให้เลือดแก่กันนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัย Rh ด้วยเพราะถ้าผู้รับเลือดเป็น Rh- ได้รับเลือด Rh+ เข้าไปในร่างกาย ของผู้รับก็จะถูกกระตุ้นให้ผู้รับสร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นได้ ดังนั้นในการให้เลือด Rh+ ครั้งต่อไปแอนติบอดี Rh ในร่างกายของผู้รับจะต่อต้านกับแอนติเจนจากเลือดของผู้ให้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้หมู่เลือด B มีแอนติเจน B และ แอนติบอดี A (แอนติเจนตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ) เลือดจะตกตะกอน ส่วนหมู่เลือด O ไม่มีแอนติเจน ดังนั้นจึงสามารถถ่ายเลือดให้ผู้รับได้ทุกหมู่ จึงเรียกหมู่เลือด O ว่า ผู้ให้สากล (Universal donor) แต่จะรับเลือดจากหมู่เลือดอื่นไม่ได้เลย เพราะมีแอนติบอดีทั้ง A และ B ส่วนหมู่เลือด AB มีแอนติเจน A และ B ดังนั้นจึงไม่สามารถถ่ายเลือดให้หมู่เลือดอื่นได้เลย เป็นผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น เรียกหมู่เลือด AB ว่าเป็น ผู้รับสากล (Universal recipient)


ภาพที่
18 แสดงหมู่เลือด ABO และผลของการเกิดปฎิกิริยากับระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดีของเลือดต่างหมู่เลือดกัน
ที่มาของภาพ : https://lh3.ggpht.com/_9QJze-_72EE/S-WUtWkIYLI/AAAAAAAAJew/Tl0v_UXJZBA/abo.png


การให้เลือด (Blood transfusion)
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การถ่ายเลือดให้แก่คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีอาการเจ็บหนัก คนไข้จะได้รับเลือดจากผู้อื่น เลือดของผู้บริจาค (donor) จะถูกนำเข้าสู่เส้นเวนของผู้รับ (recipient) บริเวณแขนซึ่งเลือดที่บริจาคนั้นมี 2 แบบ คือ
- เลือดที่มีส่วนประกอบครบหมด
- ให้เฉพาะบางส่วนของเลือด เช่น น้ำเลือด เพลตเลต หรือเซลล์เม็ดเลือด
ผู้ให้เลือดจะมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่มีโรคติดต่อทางเลือดแพทย์จะดูดเลือดออกมาทางเส้นเวนและเก็บไว้ในขวดที่มีสารอาหาร สำหรับเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดและมีสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด เลือดจะเก็บไว้ที่ธนาคารเลือด (Blood Bank) ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ซึ่งเก็บไว้ใช้ได้นาน หลักในการถ่ายเลือด ให้เลือดหมู่เดียวกันกับเลือดของผู้รับเลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนที่ในผู้รับมีแอนติบอดี สำหรับแอนติเจนนั้นอยู่ (แอนติเจนของผู้ให้ต้องไม่ตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ) เช่น คนที่หมู่เลือด A จะมีแอนติเจน A และมีแอนติบอดี B ดังนั้นคนหมู่เลือด A ไม่สามารถให้เลือดแก่คนที่หมู่เลือด B ได้เพราะหมู่เลือด B มีแอนติเจน B และแอนติบอดี A (แอนติเจนตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ) เลือดจะตกตะกอน ส่วนหมู่เลือด O ไม่มีแอนติเจน ดังนั้นจึงสามารถถ่ายเลือดให้ผู้รับได้ทุกหมู่ จึงเรียกหมู่เลือด O ว่าผู้ให้สากล (Universal donor) แต่จะรับเลือดจากหมู่เลือดอื่นไม่ได้เลย เพราะมีแอนติบอดีทั้ง A และ B ส่วนหมู่เลือด AB มีแอนติเจน A และ B ดังนั้นจึงไม่สามารถถ่ายเลือดให้หมู่เลือดอื่นได้เลย เป็นผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น เรียกหมู่เลือด AB ว่าเป็น ผู้รับสากล (Universal recipient)
สรุปการให้เลือดและรับเลือดของคนที่มีหมู่เลือด Rh
1) คนที่มีเลือด Rh+ สามารถรับได้ทั้ง Rh+ และ Rh- เพราะคนที่มีเลือด Rh+ ไม่สามารถสร้าง แอนติบอดีได้
2) คนที่มีเลือด Rh- รับเลือด Rh+ครั้งแรกไม่เกิดอันตรายเพราะว่าแอนติบอดียังน้อย แต่จะเกิดอันตรายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป
3) ถ้าแม่มีเลือด Rh+ รับเลือด Rh- เมื่อมีลูก ลูกจะปลอดภัยไม่ว่าลูกจะมีเลือดเป็น Rh+ หรือ Rh
4) ถ้าแม่มีเลือด Rh- พ่อ Rh+ ถ้าลูกมีเลือด Rh- ลูกจะปลอดภัยแต่ถ้าลูกมีเลือด Rh+ลูกจะไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะลูกคนต่อ ๆ ไป เพราะแอนติบอดี Rh ที่อยู่ในเลือดจากการตั้งครรภ์ครั้งแรกจะเข้าสู่เลือดของเด็กและเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้ ถ้าหากให้การรักษาไม่ทันเด็กจะตายได้ อาการที่เกิดขึ้นนี้ เรียกว่า Rh (Rh disease) หรือ Erythroblastosis fetalis ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางทำให้เด็กแรกเกิดตาย

ภาพที่ 19 แสดงสาเหตุการเกิดโรค Erythroblastosis fetalis ในเด็กแรกเกิด
ที่มาของภาพ : http://www.vcharkarn.com/userfiles/102893/1%20(91).jpg



 
Go to the top