การลำเลียงสารในร่างกายของคน
2.1 โครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
คนจำเป็นต้องลำเลียงสารไปสู่เซลล์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วนำสารที่ร่างกายไม่ต้องการ ไปกำจัดออก โดยระบบหมุนเวียนเลือดของคนเป็นแบบปิด โดยมีหัวใจเป็นอวัยวะสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียน ไปตามเส้นเลือด และอยู่ภายในเส้นเลือดตลอดเวลา หัวใจ (Heart) หัวใจของคนที่โตเต็มวัยจะมีขนาดกว้างประมาณ 9 เซนติเมตร ยาว 12.5 เซนติเมตร และหนา 5 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม มีตำาแหน่งอยู่ภายในช่องอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไป ทางซ้ายเล็กน้อย หัวใจอยู่ภายในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) ซึ่งจะมีของเหลวที่สร้างจากเยื่อหุ้มหัวใจ ทำหน้าที่หล่อลื่น และป้องกันการเสียดสีระหว่างหัวใจกับปอดขณะหัวใจบีบตัว หัวใจมีหลอดเลือดนำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เรียกว่า โคโรนารีอาร์เตอรี (coronary artery) ส่วนเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ แล้วจะเข้าสู่หลอดเลือดโคโรนารีเวน (coronary vein) และไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา (right atrium)
หัวใจประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้นนอกและชั้นในมีลักษณะบางประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิวส่วน เนื้อเยื่อชั้นกลางหนามากประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) แบ่งเป็น 4 ห้อง คือ ห้องบน (atrium) 2 ห้อง และห้องล่าง (ventricle) 2 ห้อง แต่ละห้องแยกกันอย่างสมบูรณ์

ภาพที่ 9 ลักษณะภายนอกของหัวใจคน
ที่มาของภาพ : http://myfusionmobile.com/download/wp-content/uploads/2014/10/circulation-600x400.jpg

ภาพที่ 10 ลักษณะภายในของหัวใจคนและการหมุนเวียนเลือดของคน
ที่มาของภาพ : http://4.bp.blogspot.com/-2WlCzDQDLM/UPDQoRt99rI/
AAAAAAAAA0w/AtZSNyMAbjs/s1600/circulatory_system_-_birds___mammals.jpg



2.2 ทิศทางการหมุนเวียนเลือดของคน
ทิศทางการหมุนเวียนเลือดของคน หัวใจห้องบนขวาหรือเอเตรียมขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดเวนใหญ่ 2 เส้น คือ ซุพีเรียเวนาคาวา ที่นำเลือดมาจากส่วนหัวและแขน และ อินฟีเรียเวนาคาวา ซึ่งนำเลือดมาจากส่วนลำตัวและขาเข้าสู่หัวใจ เมื่อหัวใจห้องบนขวาบีบตัว เลือดจะไหลเข้าสู่ห้องล่างขวา (right ventricle) โดยผ่านลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve) ที่กั้นระหว่างห้องบนขวาและห้องล่างขวา เมื่อห้องล่างขวาบีบตัวเลือดจะไหลผ่าน ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นครึ่งวงกลม 3 แผ่น เลือดเข้าสู่หลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี (pulmonary artery) หลอดเลือดนำเลือดไปยังปอดเพื่อ แลกเปลี่ยนแก๊ส ทำให้เลือดมีปริมาณออกซิเจนสูง เลือดจึงไหลกลับเข้าสู่หัวใจทางพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย (left atrium) เมื่อห้องบนซ้ายบีบตัว เลือดก็จะไหลผ่านลิ้น ไบคัสปิด (bicuspid valve) ไปยังหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricle) เมื่อห้องล่างซ้ายบีบตัว เลือดก็จะ ไหลเข้าสู่เอออร์ตา ซึ่งมีลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (aortic semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดไหลกลับ จากหลอดเลือดเอออร์ตาก็จะไปหล่อเลี้ยงส่วน ต่าง ๆ ของร่างกาย เราสามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า หูฟัง (stethoscope) ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเสียงที่ได้ยิน อย่างชัดเจน จะมี 2 เสียง เสียงการเต้นครั้งที่ 1 ของหัวใจมาจากการปิดของลิ้นไตรคัสปิดและลิ้นไบคัสปิดทั้งสองจะได้ยินเสียงดัง ลุบ (lub) และการปิดของลิ้นเซมิลูนาร์ทั้งสองจะทำให้เกิดเสียงที่ 2 ซึ่งได้ยินเสียงเป็น ดุบ (dub) กรณีที่ลิ้นหัวใจเกิดการปิดที่ไม่สมบูรณ์ จะมีผลทำให้เลือดไหลย้อยกลับหรือลิ้นหัวใจรั่ว เรียกว่า heart murmur นอกจากนี้สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่หลอดเลือดอาร์เตอรี เรียกว่า อัตราการเต้น ของชีพจรซึ่งนับเป็นจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นใน 1 นาที โดยหัวใจคนปกติจะมีอัตราการเต้นอยู่ระหว่าง 60 – 100 ครั้งต่อนาที และมีจังหวะที่คงที่และสม่ำเสมอ

ภาพที่ 11 การควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (ECG)
ที่มาของภาพ : http://slideplayer.com/slide/7612898/25/images/10/Normal+vs+Abnormal+ECG.jpg


2.3 ความดันเลือด
อัตราการเต้นของหัวใจ (heart rhythm) กล้ามเนื้อหัวใจสามารถบีบตัวหรือทำจังหวะเองได้ เนื่องจากภายในหัวใจมีบริเวณที่ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมให้กล้ามเนื้อหัวใจหดตัว บริเวณดังกล่าวนี้ คือ ไซโนเอเทรียลโนด (sinoatrial node) หรือ เอสเอโนด (SA node) เป็นผู้ทำจังหวะ (pacemaker) อยู่ที่ผนังหัวใจห้องบนขวาใกล้กับหลอดเลือดดำใหญ่ซุพีเรียเวนาคาวา เอสเอโนด เป็นกล้ามเนื้อพิเศษเนื่องจากสามารถส่งกระแสความรู้สึกได้เช่นเดียวกับเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจเอง ก็สามารถส่งกระแสความรู้สึกจากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์หนึ่งได้เนื่องจากมี intercalated disk จึงทำให้กระแสความรู้สึกจากเอสเอ โนด กระจายไปทั่วกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนอย่างรวดเร็ว ทำให้บีบตัวได้ ขณะเดียวกันกระแสความรู้สึกจะส่งไปยังเอทริโอเวนตริคูลาร์โนด (atrioventricular node) หรือ เอวีโนด (AV node) ตั้งอยู่บนหัวใจห้องบนขวาใกล้กับผนังที่กั้นระหว่างห้องบนทั้งสอง เอวีโนด เป็นกล้ามเนื้อพิเศ

ภาพที่ 12 ลักษณะกราฟของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ที่มาของภาพ : http://www.assignmentpoint.com/wp-content/uploads/2017/03/Electrocardiogram-0.jpg

เช่นเดียวกับเอสเอโนด เมื่อกระแสความรู้สึกมาถึงเอวีโนด จะพักประมาณ 0.1 วินาที เพื่อแน่ใจว่าหัวใจห้องบนบีบตัวและปล่อยเลือดลงสู่ห้องล่างหมดแล้ว หัวใจห้องล่างจึงบีบตัว การบีบตัวของหัวใจห้องล่าง จะไม่เป็นคลื่นของการบีบตัวเช่นที่เกิดในหัวใจห้องบน แต่กล้ามเนื้อของหัวใจห้องล่างจะบีบตัวพร้อมกัน เนื่องจากกระแสความรู้สึกจากเอวีโนด ส่งออกไปเร็วมากทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมดถูกกระตุ้นและหดตัวพร้อมกัน จนเกิดแรงดันมากพอที่จะส่งเลือดออกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ กระแสความรู้สึกที่เคลื่อนไปในกล้ามเนื้อหัวใจในระหว่างที่หัวใจบีบตัวนี้ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าแพร่ไปตามของเหลวในร่างกายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง ซึ่งสามารถวัดกระแสไฟฟ้าที่เกิด นี้ได้ที่บริเวณผิวหนัง โดยแสดงผลเป็นกราฟ เรียกว่า คลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ประกอบด้วย คลื่น 3 ชนิด คือ
1) คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผ่ของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจห้องบนทั้งสอง ก่อนที่หัวใจห้องบนทั้งสองจะหดตัว
2) คลื่น คิว อาร์ เอส (QRS wave) ซึ่งแสดงการแผ่ของกระแสประสาทจาก SA node, AV bundle และ Purkinje fiber ในหัวใจห้องล่างก่อนที่หัวใจห้องล่างจะหดตัว
3) คลื่น ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตัวของหัวใจห้องล่าง
คลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ ที่จะใช้ตรวจสอบการทำงานของหัวใจ โดยที่คลื่นไฟฟ้าเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดโรคหรือความผิดปกติขึ้น ความดันเลือด (blood pressure) แรงดันของเลือดที่ไปดันผนังหลอดเลือดมาจากหัวใจบีบตัวดัน เลือดออกไปและความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดทำให้เกิดแรงดันขึ้นความดันเลือดมัก วัดจากหลอดเลือดอาร์เตอรีที่มีความดันมากที่สุดตอนหัวใจหดตัว และน้อยที่สุดตอนหัวใจคลายตัว ความดันเลือดจะสูงต่ าตามจังหวะการบีบของหัวใจ ความดันสูงสุดเกิดขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า ความดันซิสโทลิก (systolic pressure) ความดันต่ำสุดเกิดขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก (diastolic pressure) เครื่องมือที่ใช้วัดความดันโลหิต คือ Sphygmomanometer มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรของปรอท โดยวัดจากหลอดเลือดแดงตรงแขนด้านบนซึ่งความดันเลือดในหลอดเลือดขนาดต่าง ๆ จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะที่ห่างจากหัวใจ ความดันปกติขณะหัวใจบีบตัว หาได้จากค่าความดันโลหิต = 100 + อายุ ของคนนั้น ๆ เช่น อายุ 30 ปี ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว = 100 + 30 = 130 มิลลิเมตรปรอท ใน คนหนุ่มสาวปกติ จะมีความดันเลือด 120 / 80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขแรก หมายถึง ค่าความดันเลือด สูงสุดขณะหัวใจบีบตัว (systolic pressure) ตัวเลขหลัง หมายถึง ค่าความดันเลือดต่ำสุดขณะหัวใจ คลายตัว (diastolic pressure)
ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิตของคน ได้แก่
1) อายุ อายุยิ่งมากความดันโลหิตจะมากขึ้น เช่น เด็กแรกเกิด มีความดันโลหิต 40 มิลลิเมตร ปรอท อายุ 2 สัปดาห์ มีความดันโลหิต 70 มิลลิเมตรปรอท, อายุ 1 เดือน มีความดันโลหิต 80 มิลลิเมตร ปรอท, อายุ 20 ปี มีความดันโลหิต 120 มิลลิเมตรปรอท
2) เพศ ความดันโลหิตในผู้หญิงจะต่ำกว่าชายเล็กน้อย (แต่ถ้าอายุเกิน 40 ปี ความดันโลหิตของ ชาย จะต่ำกว่าหญิง)
3) ขนาดของร่างกาย คนอ้วนจะมีความดันมากกว่าคนผอม
4) อารมณ์ โกรธ และ กลัว ความดันโลหิตจะสูง
5) การออกกำลังกาย ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
6) แรงดึงดูดของโลก อยู่ในที่สูงจะมีความดันโลหิตสูงกว่าในที่ต่ำ

ภาพที่ 13 แสดงการวัดความดันเลือด
ที่มาของภาพ : http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/2/pic14/22.jpg


2.4 หลอดเลือด
หลอดเลือด (blood vessel) หลอดเลือดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอย จะมีผนังของ หลอดเลือดที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ คล้ายคลึงกัน คือ ชั้นในสุดเป็นเอนโดทีเลียม (endothelium) ที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิวชนิด simple squamous epithelium และ basement membrane ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) ชั้นนอกสุด ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน พวก elastic โดยผนังชั้นกลางและชั้นนอกของหลอดเลือดแดงจะหนากว่าหลอดเลือดดำ
ชนิดของหลอดเลือด แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. หลอดเลือดอาร์เตอรี (artery) เป็นหลอดเลือดที่มีทิศทางออกจากหัวใจไปยังปอดและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หลอดเลือด อาร์เตอรีเมื่อเรียงลำดับจากหัวใจต่อเนื่องกันไปจากขนาดใหญ่ไปเล็กตามลำดับจะประกอบด้วย
- เอออร์ตา (aorta) มีขนาดใหญ่ที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว หรือ 2.5 เซนติเมตร มีความหนาของชั้นที่หุ้มหลอดเลือด 2 มิลลิเมตร
- อาร์เทอรี (artery) มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.4 เซนติเมตร มีชั้นที่หุ้มหนาราว 1 มิลลิเมตร
- อาร์เทอรีโอล (arteriole) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ไมครอนและชั้นที่บุหนา 20 ไมครอน
2. หลอดเลือดเวน (vein)ทำหน้าที่นำเลือดจากปอดและส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ ซึ่งเมื่อเรียงลำดับจากขนาด เล็กไปขนาดใหญ่สุด จะประกอบด้วยกลุ่มของหลอดเลือด เวนูล (venule) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด หลอดเลือดเวน (veins) เป็นหลอดเลือดขนาดกลาง และ เวนาคาวา (venacava) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ มีขนาดใหญ่ โดยหลอดเลือดเวนจะมีลิ้นกั้นอยู่ภายใน ระหว่างหลอดเลือดนี้มีมัดกล้ามเนื้ออยู่ เมื่อมัดกล้ามเนื้อนี้หดตัวมีผลให้หลอดเลือดเวนถูกบีบแคบลง ความดันในหลอดเลือดเวนจะเพิ่มขึ้นดันลิ้นใน หลอดเลือดเวนด้านบนให้เปิดออกทำให้เลือดไหลสู่หลอดเลือดเวนด้านบนต่อไป แต่ลิ้นส่วนล่างของหลอด เลือดเวนเมื่อได้รับความดันของเลือดจะไม่เปิดเนื่องจากกันไม่ให้เลือดไหลกลับสู่ด้านล่าง โดยหลอดเลือดเวนจะทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมเลือด (blood reservoies) โดยพบว่าในระยะพัก ของร่างกายจะมีการกระจายตัวของเลือดอยู่ในหลอดเลือดดำ (systemic veins and venules) ประมาณ 60% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย
3. หลอดเลือดฝอย (capillary) เป็นระบบที่อยู่ระหว่างระบบอาร์เทอรีและเวน ซึ่งจะแทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ผนังบางมากซึ่งหนาเพียง 1 ไมโครเมตร เพราะประกอบไปด้วยเซลล์เอนโดทีเลียล (endothelial cell) เรียงตัวกันเป็นชั้นเดียวไม่มี กล้ามเนื้อและเส้นใยอิลาสติก สานกันเป็นร่างแหอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เชื่อมต่อระหว่างหลอด เลือดอาร์เทอริโอล และเวนูล ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส สารต่าง ๆ และของเสียระหว่างเลือดกับเซลล์ของ ร่างกาย โดยแก๊สออกซิเจนและอาหารจะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เซลล์และแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียต่างๆจากเซลล์จะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยเพื่อส่งไปกำจัดออกยัง ปอดและแหล่งขับถ่ายต่าง ๆ ในร่างกาย

ภาพที่ 14 ลักษณะของหลอดเลือดชนิดต่าง ๆ
ที่มาของภาพ : http://4.bp.blogspot.com/_VCcynpe1-zA/TT-3ocrv-iI/AAAAAAAAAD4/acpeZ5AuvOU/s1600/BloodVessel_1.gif


2.5 ส่วนประกอบของเลือด
1. เลือด (blood) เลือดทำาหน้าที่นำสารอาหาร และออกซิเจนไปให้เซลล์ และยังนำของเสียที่เซลล์ไม่ต้องการไปกำจัดออกนอกร่างกาย ในร่างกายของคนจะมีเลือดอยู่ประมาณ 7 – 8% ของน้ำหนักตัว ถ้านำเลือดไปปั่นแยก พบว่า เลือดถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ น้ำเลือดหรือพลาสมา (plasma) กับเซลล์และชิ้นส่วนของเซลล์ (formed elements)
2. น้ำเลือด เป็นส่วนที่เป็นของเหลวค่อนข้างใส มีสีเหลืองอ่อน ค่อนข้างใส มีปริมาณ 55 % ของ ปริมาตรเลือด ประกอบด้วยน้ำประมาณ 90-93% และโปรตีน 7-10% ที่สำคัญ คือ อัลบูมิน (albumin) และโกลบูลิน (globulin) องค์ประกอบอื่น ๆ เช่น แร่ธาตุหรืออิออน สารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน เป็นต้น นอกจากน้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร แร่ธาตุ ฮอร์โมน แอนติบอดี ยังช่วยรักษาสมดุลความเป็น กรด – เบส สมดุลน้ำ และรักษาอุณหภูมิของร่างกาย
3. เซลล์และชิ้นส่วนของเซลล์ (formed elements) มีปริมาณ 45% ของปริมาตรเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง (erythrocyte) เม็ดเลือดขาว (leukocyte) และเกล็ดเลือด (blood platelet)

ภาพที่ 15 แสดง ส่วนประกอบของเลือด
ที่มาของภาพ : http://fat.surin.rmuti.ac.th/teacher/songchai/bloodweb/wpggk48d.gif

4. เม็ดเลือดแดง (erythrocyte) เป็นเม็ดเลือดที่มีปริมาณมากที่สุด โดยในคนเรามีเลือด 5 ลิตร เป็นเม็ดเลือดแดง 25 ล้านล้านเม็ด เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนน้ำนม มีลักษณะกลมแบน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 – 8 ไมครอน ตรงกลางเว้าเข้าหากัน (biconcave) เนื่องจากไม่มีนิวเคลียสและไมโตคอนเดรีย เม็ดเลือดแต่ละเม็ดจะ บรรจุฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ได้ 250 ล้านโมเลกุล โดยฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล ประกอบด้วยโปรตีน โกลบิน (globin) 1 โมเลกุล ซึ่งประกอบด้วยสายโพลีเพปไทด์ 4 สายจับกับฮีม (heme) 4 โมเลกุล แต่ละ ฮีมจะมีFe2+ 1 อะตอม สามารถจับออกซิเจนได้ 1 โมเลกุล ดังนั้นฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล จะมี Fe2+ 4 อะตอม และสามารถจับออกซิเจนได้ 4 โมเลกุล จะเกิดสภาพออกซีฮีโมโกลบิน (oxyhemoglobin) ซึ่งมี สีแดง เมื่อออกซีฮีโมโกลบินปล่อยออกซิเจนให้แก่เซลล์แล้ว จะอยู่ในรูปฮีโมโกลบินปกติซึ่งมีสีน้ำเงิน เม็ดเลือดแดงของคนเราจะอยู่ในระบบหมุนเวียนสารเป็นเวลา 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกทำลายที่ตับและ ม้าม หรือที่ต่อมน้ำเหลืองโดยวิธีฟาโกไซโตซิส

ภาพที่ 16 แสดงโครงสร้างของฮีโมโกลบิน
ที่มาของภาพ : http://www.idoctorhouse.com/wp-content/uploads/2016/05/Physiology-RS-heme.png

5. เม็ดเลือดขาว (leucocyte หรือ white blood corpuscle) เม็ดเลือดขาวสร้างจากไขกระดูก มีนิวเคลียส มีหน้าที่สำคัญคือต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามาในร่างกาย โดยเม็ดเลือดขาวของสัตว์เลือดลูกด้วยน้ำนมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่มีแกรนูลพิเศษ (agranulocyte) มีลักษณะที่สำคัญ คือ มีนิวเคลียส 1 พู มี แกรนูลของไลโซโซมในไซโทพลาสซึม จัดเป็นแกรนูลปกติ และไม่มีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ่ (specific granule) ที่ติดสามารถติดสีย้อมไรต์ สเตน (Wright’s stain)
1) ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) มีประมาณ 20 – 25% มีอายุ 2 – 3 ชั่วโมง เป็นเซลล์รูปร่างกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 – 9 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสกลม ในขณะที่อยู่ในต่อมน้ำเหลืองจะมีหน้าที่สร้าง antibody และทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโตซิส ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
(1) ลิมโฟไซต์ชนิดบี (B - lymphocyte) หรือ B – cell จะเจริญที่ไขกระดูก มีคุณสมบัติ ในการสร้างแอนติบอดีจำเพาะ โดยถ้าเซลล์บีถูกกระตุ้นโดยเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เซลล์บีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์พลาสมา (plasma cell) ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี และบางเซลล์เปลี่ยนไปเป็น เซลล์เมมมอรี (memory cell) ทำหน้าที่จำแอนติเจนนั้นไว้ ถ้าแอนติเจนนั้นเข้าสู่เซลล์ในภายหลัง เซลล์เมมเมอรีจะสร้างแอนติบอดีจำเพาะอย่างรวดเร็วไปทำลายแอนติเจนนั้น ๆ ให้หมดไป
(2) ลิมโฟไซต์ชนิดที (T - lymphocyte) หรือ T – cell เกิดจากเซลล์บริเวณไขกระดูก ซึ่งมีการเจริญพัฒนาที่ต่อมไทมัส เซลล์ทีบางชนิดจะกระตุ้นให้เซลล์บีสร้างสารแอนติบอดี และกระตุ้น ฟาโกไซต์ให้มีการทำลายสิ่งแปลกปลอมให้รวดเร็วขึ้น เซลล์ทีบางชนิดควบคุมการทำงานของเซลล์บี และฟาโกไซต์ให้อยู่ในสภาพสมดุล และเซลล์ทีบางชนิดจะทำหน้าที่เป็นเซลล์เมมมอรีด้วย
2) โมโนไซต์ (monocyte) มีประมาณ 3 – 8% มีอายุ 2 – 3 วัน แต่ถ้าอยู่ในเนื้อเยื่อกระดูกมี อายุยาวนาน 72 วัน เป็นเซลล์รูปกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 – 20 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสเป็นรูปไตหรือเกือกม้าจำนวน 1 พู ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยวิธีฟาโกไซโตซิส กลุ่มที่มีแกรนูลพิเศษ (granulocyte) มีลักษณะที่สำคัญ คือ มีนิวเคลียสรูปร่างหลายแบบ มีจำนวนพูมากกว่า 1 พู มีแกรนูลของไลโซโซมและมีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ่ในไซโทพลาสซึม
(1) นิวโทรฟิล (neutrophil) เป็นเซลล์รูปร่างกลมขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 – 15 ไมโครเมตร มีอายุ 6 – 9 วัน พบประมาณ 60 – 70% มีนิวเคลียสหลายพู ทำหน้าที่เป็นด่านแรกที่ ร่างกายใช้กำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิส หลังจากนั้นจะตายพร้อมกับสิ่งแปลกปลอมที่ถูกกำจัด กลายเป็นหนอง
(2) อีโอซิโนฟิล (eosinophil) เป็นเซลล์ขนาดกลางมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 – 15 ไมโครเมตร มีอายุ 8 – 12 วัน พบประมาณ 2 – 5% มีนิวเคลียส 2 พู และไม่เห็นนิวคลีโอลัส ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้ามาในร่างกายแต่เลือกกินเฉพาะองค์ประกอบรวมของแอนติเจน - แอนติบอดี (antigen - antibody complex) เท่านั้น และทำลายสารที่เป็นพิษที่ทำให้เกิดการแพ้สารของร่างกาย เช่น โปรตีนในอาหาร ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้
(3) เบโซฟิล (basophil) เป็นเซลล์รูปร่างกลมขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 – 15 ไมโครเมตร มีอายุ 3 – 7 วัน พบประมาณ 0.5 – 1% มีนิวเคลียสรูปร่างเป็นตัวเอส (S) หรือบางครั้งเป็นแถบยาว มีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ่จำนวนมากกระจายบดบังบริเวณนิวเคลียส ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอม โดยวิธีฟาโกไซโตซิส แต่ความสามารถจะด้อยกว่าชนิดนิวโทรฟิล และอีโอซิโนฟิลมาก ทำหน้าที่หลั่งสาร เฮพาริน (heparin) เป็นสารที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือดและสารฮีสตามีน (histamine) ซึ่งก่อให้เกิด อาการบวมหรือแพ้ เกล็ดเลือด (platelet) เกิดจากชิ้นส่วนของไซโทพลาสซึมของเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ในกระดูกที่แตกออกจากกัน และหลุด เข้าสู่หลอดเลือด มีลักษณะเป็นแผ่นกลมไม่มีนิวเคลียส มีรูปร่างไม่แน่นอน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ไมโครเมตร (มีขนาดเล็กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงประมาณ 4 เท่า) มีประมาณ 2.5 – 5 แสนชิ้น ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีอายุสั้นประมาณ 3 – 4 วันเท่านั้น มีหน้าที่ ช่วยให้เลือดแข็งตัว (blood clotting) โดยการสร้างสารทรอมโบพลาสติน (tromboplastin) ออกมา
การแข็งตัวของเลือด (blood clotting) มีขั้นตอน ดังนี้
1) เกิดสารทรอมโบพลาสตินจากเพลตเลตและเนื้อเยื่อที่ได้รับอันตราย
2) สารทรอมโบพลาสตินที่เกิดขึ้นจะไปเปลี่ยนโปรทรอมบิน (prothrombin) ให้กลายเป็นทรอมบิน (thrombin) โดยอาศัยแคลเซียมอิออน และปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดบางตัวในพลาสมาเข้าช่วย โดย โปรทรอมบินสร้างมาจากตับโดยอาศัยวิตามินเค
3) ทรอมบินจะไปเปลี่ยนไฟบริโนเจน (fibrinogen) ในเลือดให้เป็นไฟบริน (fibrin)
4) ไฟบรินเส้นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจะรวมตัวกันเป็นเส้นใยไฟบริน โดยการช่วยเหลือจาก Ca2+ และปัจจัย ที่ทำให้ไฟบรินอยู่ตัว และไปประสานกันเป็นร่างแห ต่อมาจะมีเพลตเลตและเม็ดเลือดต่างๆมาเกาะบน ร่างแห จึงทำให้เลือดหยุดไหล


ภาพที่
17 แสดงขั้นตอนการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
ที่มาของภาพ : http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/Circulatory/program/pic/p291.jpg

 

 
Go to the top